ค่ายหนังสูญ 18 ล้านทำชีวิต พระพล โยงพญานาค ลุงพล

ดเป็นอีกหนึ่งเรื่องราวมรที่ชาวโซฌชียลต่างติดตามและต้องบอกว่าไปดูก๊อตซิล่าดีกว่า ล่าสุด  เมื่อวันที่ 1 ก.พ.64 นายจีระพันธ์ เพชรขาว หรือ หมอปลา เปิดเผยว่า ช่วงกลางเดือนต.ค.63 ป้าแต๋นเครียดมาก โทรมาปรึกษาเรื่องพระพล ทักว่าลุงพลอดีตชาติเป็นลูกหลานพญานาค และบริเวณพื้นที่บ้านลุงพลเป็นเมืองพญานาค จึงบอกให้ลุงพลสร้างพญานาค และบอกว่า ต้องสร้างให้เสร็จก่อนปีใหม่ 64 เพราะถ้าเสร็จไม่ทันลุงพล จะมีอันเป็นไป

หมอปลา บอกอีกว่า ตนกับภรรย า บอกป้าแต๋นไปว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องเพ้อเจ้อ ก่อนหน้านี้ที่ลุงพลยังไม่มีชื่อเสียง ไม่มีใครรู้จัก ทำไมไม่เห็นจะมาทักเรื่องเมืองพญานาค แต่ลุงพลกลับเชื่อพระพล ตนก็ไม่ได้ไปลบหลู่อะไร แต่วันนี้พระพล ออกมาปฏิเสธว่า ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง เรื่องลุงพลสร้างพญานาค เรื่องนี้บอกได้เลยว่า พระพล มุสา เพราะพระพลเป็นคนบงการทุกอย่างในการสร้างพญานาค และมีการเปิดรับบริจาคสร้างพญานาค เพราะตอนนั้นมีราคาการสร้างพญานาค 8 แสนบาท และช่วงที่สร้างต้องเป็นลูกศิษย์ของพระพล พอมาวันนี้ พระพลกลับบอกว่าไม่รู้เรื่อง อยากบอกว่าพระสงฆ์ ศีล 227 ข้อ ทำไมต้องโกหก วันนี้กลับมาชิ่งหนีลุงพล มันคืออะไร

เมื่อลุงพล ถูกดำเนินคดี พระพล ต้องออกมารับผิดชอบด้วย เพราะพระพล เป็นคนคิดสร้างพญานาค และป้าแต๋น เคยบอกตนว่าพระพลเคยทักลุงว่า ที่ได้ดิบได้ดีก็เพราะพ่อปู่พญานาคช่วยเหลือ และใช้จิตวิทยาบอกลุงพลว่า ต้องสร้างให้เสร็จก่อนปีใหม่ 64 ป้าแต๋น และลุงพล จึงเครียด ไม่เป็นอันกินอันนอน สิ่งที่พระพล ขายฝันให้กับลุงพล ก็ต้องรับผิดชอบ ไม่ใช่มาทิ้งแบบนี้ เพราะตอนนั้นได้ผลประโยชน์ร่วมกัน มาเกาะลุงพล จึงมีชื่อเสียง กรณีฤๅษีคัมภีร์ที่ร่วมทำพิธีกับ พระอธิการอนุชา หรือ พระพล จากวัดดานพระอินทร์ กุนซือของลุงพล ในวันก่อนที่จะสร้างองค์พญานาคปู่ปาริจิตนคราช ซึ่งฤๅษีคัมภีร์ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวว่า ถูกชักชวนโดยพระอาจารย์พล ตามที่นำเสนอข่าวไปแล้วนั้น

 

ทีมข่าวได้พูดคุยกับพระอธิการอนุชา หรือ พระพล วัดดานพระอินทร์ กุนซือของลุงพล เปิดเผยว่า วันดังกล่าวเพิ่งเสร็จจากงานรับกิจนิมนต์ พร้อมกับฤๅษีคัมภีร์ จากการสร้างวัดที่ จ.สกลนคร โดยระหว่างเดินทางกลับ ต้องผ่านบ้านของลุงพล จึงได้แวะเยี่ยมเยียน ซึ่งพบเห็นที่ดินว่างเปล่าหลังจากที่มีการถมดินเสร็จ จึงได้สอบถามลุงพล จึงทราบลุงพลตั้งใจจะสร้างองค์พญานาค ตนเห็นว่าดินเพิ่งจะถมที่ใหม่ จึงได้ปล่อยให้ดินมีความแน่นกว่านี้ ปล่อยให้ผ่านเวลาไป 1 ปี จึงจะอยากให้เริ่มก่อสร้าง

แต่ด้วยตัวของลุงพล มีความตั้งใจและอยากให้ดูพื้นที่เอาไว้ก่อนล่วงหน้า จึงได้นิมนต์ให้อาตมาและฤๅษีคัมภีร์ ไปช่วยดูสถานที่ให้ โดยตนก็อยู่ร่วมในพิธีแต่ไม่ได้มีการทำพิธีใด ซึ่งทางด้านของฤๅษีคัมภีร์ ได้ขอให้ลุงพลจุดธูป และตั้งจิตอธิษฐานบอกดวงธรรม จากนั้นฤๅษีคัมภีร์ จึงได้พูดคุยกับดวงทำและสื่อสารออกมาว่า ชื่อของพญานาค ปู่ปาริจิตนคราช และทางด้านของฤๅษีคัมภีร์ ได้พูดคุยสื่อสารผ่านดวงธรรม “ขอให้ลุงพลเร่งดำเนินการจัดสร้างให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว จึงจะสำเร็จ ดังนั้นดวงธรรมจึงเป็นสิ่ง

หากจะมีการเอาผิดกับกลุ่มคนที่ร่วมก่อสร้าง หรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อสร้างนั้น อาตมายืนยันว่าไม่ได้บังคับหรือรีบเร่งให้ดำเนินการทำ เพราะเป็นความสมัครใจและเป็นสิ่งที่ลุงพลปรารถนาที่จะดำเนินการก่อสร้าง ดังนั้นจึงไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อสร้างองค์พญานาคครั้งนี้ ส่วนเรื่องของความรู้จักกับฤๅษีคัมภีร์ ยอมรับว่าเป็นลูกศิษย์อาจารย์เดียวกัน เพียงแต่แยกคนละแนวทางการปฏิบัติ โดยอาตมาได้มาบวชเป็นพระ แต่ฤๅษีคัมภีร์ ไม่ได้บวช ยังคงปฏิบัติอยู่ในแนวทางที่อาจารย์สั่งสอน และเวลามีงานพิธีร่วมกัน ก็จะมีโอกาสเจอกันบ่อยครั้ง

แม้ว่าระยะหลังลุงพลจะเจอกับคดีความ หรือมีพฤติกรรมเปลี่ยนไปจากช่วงแรกที่รู้จัก ตนยังคงยืนยันว่าจะเป็นกุนซือให้กับลุงพล แต่มีข้อแม้ว่าลุงพลจะต้องกลับไปเป็นคนเดิม นิ่งเฉย สงบปากสงบคำ และพร้อมที่จะปฏิบัติธรรมตามที่อาตมาแนะนำ แต่หากลุงพลไม่พร้อมที่จะเดินตามแนวทางที่อาตมาสั่งสอน เรียกได้ว่าต้องต่างคนต่างอยู่ เพราะมีคนหลายคนเป็นห่วงกลัวว่าจะเข้าไปยุ่งแล้วทำให้ตนเองเดือดร้อน รวมถึงถ้าวันนี้ลุงพลกลับมาเป็นคนเดิม พร้อมที่จะปฏิบัติธรรม แม้ว่าจะมีคดีความก็ตาม อาตมาก็พร้อมบวชขาวให้ แต่มีข้อแม้ว่าจะต้องไม่มีกลุ่มยูทูเบอร์มาก่อกวน

 

ทั้งนี้ยูทูบช่องชื่อว่า SunitJo Travel ได้โพสต์คลิป พร้อมระบุว่า สิ่งเดียวที่อ้ายขอ เพลงใหม่ลุงพล แต่งโดยพระอาจาร์พล วัดดานพระอินสมัยเป็นยังไม่บวช เพราะมาก” ทั้งนี้มีผู้เข้าชื่นชมเสียงลุงพลมากมาย อาทิ ร้องเพลงทำมาหากินเถอะลุงพล พรสวรรค์ก็ให้ลุงพลมาตั้งแต่ชาติบางก่อน ใครก็ฉุดเขาไม่ได้เพราะฉะนั้นอย่าไปโจมตีเค้า โจม ต ีลุงพลป้าแต๋นไม่ได้ค่ะ บุญเก่าก็มีช่วยรับรู้ด้วยนะคะ หรือบางคอมเมนต์ ระบุว่า ลุงพลมีพรสวรรค์จริง ๆ ยอมรับเลยบุญเก่ามีเยอะนะลุงพล อิจฉามากที่สุดเลย กรณีที่ทีมข่าวอมรินทร์ ทีวี สืบพบว่าเหตุผลหนึ่งของการตัดสินสร้าง พญานาคปู่ปาริจิตนาคราช ของ นายไชย์พล วิภา ลุงเขยน้องชมพู่ มาจากการแนะนำของพระสงฆ์รูปหนึ่งที่เจ้าตัวนับถือศรัทธานั่นคือ พระพล อธิปัญโญ แห่งวัดดานพระอินทร์ จ.มุกดาหาร บอกให้ลุงพลลองลงทุนสร้างบุญทางธรรม เผื่อชีวิตที่เจอปัญหาอยู่อาจจะดีขึ้น บวกกับครั้งหนึ่ง พระพล ยังเคยทัก ลุงพล อีกด้วยว่า ลุงพลมีเชื้อสายพญานาค

ทีมข่าวยังสืบทราบอีกว่าประวัติของ พระพล อธิปัญโญ ยังเคยโด่งดังจนเมื่อปี พ.ศ.2561 บริษัทผลิตภาพยนตร์บริษัทหนึ่งทุ่มเงินกว่า 18 ล้านบาท เพื่อนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ เกี่ยวกับความเชื่อของคนในภาคอีสาน สิ่งลี้ลับเหนือธรรมชาติที่ยังพิสูจน์ไม่ได้ อย่างเรื่องของพญานาค และมีกำหนดฉายไปเมื่อ 22 พ.ย.61 ที่ผ่านมา โดยภาพยนตร์เรื่องนี้ชื่อว่า ปาฏิหารย์แก้ว นาคราช และมีชื่อเดิมว่า บุญเฮ็ด บุญสร่าง ผลิตโดยบริษัทคีตะนคร เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด ได้ วัตร ราชวัตร (ฐิติวรดากูล) มาเป็นผู้กำกับภาพยนตร์และเต้ วันเฉลิม วัฒนวรกิจกุล ทำหน้าที่เขียนบทภาพยนตร์

หนังเรื่องนี้เป็นแนวดราม่า แฟนตาซี เรื่องบอกเล่าเรื่องราวของ พล รับบทโดยนักแสดงชื่อดัง นิว ชัยพล พูพาร์ต เด็กชายในต่างจังหวัด ผู้ขยันตั้งใจเล่าเรียน และมีความกตัญญู แต่เพราะปัญหาในครอบครัว จึงทำให้ชีวิตต้องถึงจุดพลิกผัน และหันเหเข้าสู่วงจรของอบายมุข ชีวิตของ พล ต้องพบกับความล้มเหลวแบบสุด ๆ จนกระทั่งถึงจุด ๆ หนึ่ง เมื่อพลตัดสินใจก้าวเข้าสู่พระพุทธศาสนาด้วยการบวชเป็นพระสงฆ์และได้ครอบครอง ลูกแก้วพญานาค จนกลายมาเป็นพระนักสร้างที่มีผู้คนชาวอีสานให้ความเคารพนับถือมากมายมาจนถึงปัจจุบันนั่นเอง และในขณะเดียวกันลูกแก้วพญานาค ยังก่อให้เกิดเรื่องราวปาฏิหาริย์ ความรัก โลภ โกรธ หลง

ทีมข่าวพูดคุยกับเจ้าของบริษัท คุณนิตย์ มานิตย์ ศรแก้ว อายุ 46 ปี เล่าให้ทีมข่าวฟังว่า เหตุผลที่เลือกนำชีวิตประวัติของ พระอาจารย์พล มาสร้างหนังเพราะ ตนรู้จักและเคารพ ศรัทธาในพระอาจารย์ เดินทางไปสักการะท่านที่วัดเป็นประจำอยู่แล้ว และในช่วงปี 58 สามีของตนที่อยู่ด้วยกันมากว่า 30 ปี เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งท่อน้ำดี ทำให้ตัวเองสติแตก เนื่องจากหนี้สินที่มีอยู่ในตอนนั้นเยอะกว่า 10 ล้านบาท บวกกับธุรกิจที่กำลังทำก็ต้องขับเคลื่อนต่อ แต่กลับไม่มีหัวหน้าครอบครัว เหลือเพียงแค่ตนที่เป็นเพียงแค่ผู้หญิงตัวเล็ก ๆ คนหนึ่ง ช่วงนั้นทำให้ทำงานไม่ได้อยู่ประมาณ 2-3 เดือน ชนิดที่ว่าเพ้อเจ้อหนัก เดินไปไหนก็เห็นคนอื่นเป็นสามีหมด นั่งเฉย ๆ ไม่ได้ นอนก็นอนไม่ได้ เพราะทุกที่จะทำให้คิดถึงแต่สามี ไม่ต่างอะไรกับคนบ้า จึงตัดสินใจบอกกับลูกว่าไม่ไหวแล้ว อยากขึ้นไปปฎิบัติธรรมในวัด จึงนึกถึง พระพล ก็เลยไปหาท่านอยู่ประมาณ 2-3 ครั้ง ครั้งละ 7 วัน ตั้งแต่เวลา 19.00 น. จนถึงเวลา 02.00 น.

โดยมีอยู่วันหนึ่งพระอาจารย์ บอกกับตนว่าอยากสร้างภาพยนตร์เกี่ยวกับประวัติของตัวเอง ซึ่งตอนนั้นตนก็มองว่าเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล จึงกลับมาปรึกษาครอบครัวและให้ท่านเล่าประวัติให้ฟัง ซึ่งทุกอย่างก็ตรงกับตัวละครในเรื่อง คือ เป็นเด็กผู้ชายคนหนึ่งที่คนเกเร มีปัญหาครอบครัว ทะเลาะกับพ่อแม่ จนต้องหนีออกจากบ้านมาอยู่กรุงเทพฯ มีความรัก แล้วก็มีเหตุให้มาบวชเป็นพระ แล้วพระอาจารย์ก็เอ่ยขึ้นมาประโยคหนึ่งว่า โยมเจ๊ ถ้าทำหนังแล้วมีกำไร อย่าลืมมาสร้างศาลาปฏิบัติธรรมให้กับวัดนะ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ตนคิดว่าการสร้างภาพยนตร์ครั้งนี้ อาจจะทำให้ได้กำไร แล้ววันหนึ่งจะได้นำเงินไปสร้างศาลาปฏิบัติธรรมสำหรับคนที่เดินทางมาเช่นตน เพราะตอนที่ตนขึ้นไปปฏิบัติธรรมก็ไม่มีที่นอน หลังจากนั้นเมื่อตนสติดีขึ้น ก็มีโอกาสได้ขึ้นไปปฎิบัติธรรมบ้างเป็นครั้งคราว แต่ไม่ถึงเหมือนเมื่อก่อน

นอกจากนี้ คุณนิตย์ ยังยืนยันว่าเท่าที่ตนรู้จักกับพระ พระพล ท่านไม่ได้มีลูกแก้วพญานาคไว้ครอบครองตามเรื่องจริง ๆ แต่ที่ในหนังมีเรื่องราวเกี่ยวกับลูกแก้วพญานาคนั้นมาจากการที่ส่วนตัวเป็นคนปวารณากับพญานาคเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ที่บ้านมีศาลพญานาคไว้สักการะบูชาเป็นประจำ จึงตกลงกับทีมงานว่าจะนำเรื่องราวของ พระพล กับ พญานาค หรือ ลูกแก้วพญานาคที่ตนนับถือมาแต่งเติม ปะติดปะต่อกันและสร้างเป็นหนังอย่างที่เห็น ปรากฏว่าตนจากการลงทุนเกือบ 18 ล้านบาท

 

ผลที่ได้รับหลังหนังเข้าฉายก็คือขาดทุน รายได้จากหนังที่ฉายในโรงภาพยนตร์อยู่ที่ 8 หมื่นกว่าบาท ขายให้สถานีโทรทัศน์ช่องหนึ่งได้แค่ 1 แสนกว่าบาท ขายลิขสิทธิ์ให้ที่อื่นต่อประมาณ 1 แสนกว่าบาทเช่นกัน ดังนั้นครั้งนี้ก็ไม่ได้ทำให้เกิดการสร้างศาลาปฏิบัติธรรมตามที่เคยบอกกับ พระพล ไว้ เนื่องจากหนังขาดทุน หลังจากนั้นตนก็ไม่ได้มีโอกาสไปเจอแบบตัวต่อตัวเมื่อแต่ก่อนกับ พระพล อีกเลย เพราะต้องกลับมาโฟกัสธุรกิจที่บ้าน เพื่อหาเงินมาทดแทนเงินขาดทุน