ต๊ะ ทนไม่ไหว กระแสข่าวลุง ทำสื่อหมดความน่าเชื่อถือ

ไม่มีที่ไหนในประเทศไทยไม่พูดถึงกระแส ลุงพลฟีเวอร์ ที่สำนักข่าวทุกช่องมีการนำเรื่องราวของลุงพลไปออกอากาศเพื่อเรียกเรตติ้งให้กับรายการข่าวและช่องข่าวของตนเอง สำหรับรายการ “ถามสุดซอย” ทางช่องเนชั่นทีวี ได้เปิดใจสัมภาษณ์ อุ๊บ วิริยะ และ ปิ๋ม ซีโฟร์ กรณีแฮชแท็กร้อน #แบนลุงพล พิธีกรได้ต่อสายถึง พี่ต๊ะ นารากร เพื่อขอถามในฐานะที่เป็นสื่อมวลชน คิดเห็นยังไงสื่อโปรโมตลุงพลเยอะมาก จนตอนนี้สื่อเริ่มแบน


รายการต้นเรื่อง


ก่อนหน้านี้สัมภาษณ์ฝั่งผู้จัดการลุงพล อุ๊บ วิริยะ


ก่อนจะมาถามความเห็นจากคนในวงการสื่อ

ต๊ะ : หนึ่งไม่อยากให้เหมารวมว่าเป็นสื่อทั้งหมด เพราะสื่อที่สร้างกระแสลุงพลและหาประโยชน์จากกระแสลุงพล ถ้าพูดจริงๆ มีสื่อเดียว และกีดกันสื่ออื่นๆ เขาก็ได้ประโยชน์เต็มๆ จากเรื่องนั้น แต่ก็อาจมีสื่ออื่นที่นำกระแสนี้ไปขยายความต่อ ฉะนั้นสื่อที่ทำแบบนี้ ไม่ได้เป็นสื่อทุกสื่อในเมืองไทย อยากให้แยกนิดนึง แต่ตอนนี้ที่มีกระแสแบนลุงพล ไปดูในทวิตเตอร์ก็เห็นแฮชแท็กเหมือนกัน คนก็บ่นๆ อยู่ มีคนอินบ็อกมาถาม อยากให้วิเคราะห์เรื่องนี้ บอกตรงๆ ว่าถ้าเนื้อหาเกี่ยวกับลุงพล ถ้าเราไม่ชอบก็ปิดซะ ปิดทีวีไม่ต้องไปดู ตอนนี้มีสื่อให้เลือกดูเยอะ มีคอนเทนต์หลากหลาย เราเป็นคนดูเราเลือกได้ เราเข้าใจนะว่าสื่อสมัยนี้เขาต้องทำทุกอย่างเพื่อเรตติ้ง เพื่อรายได้สถานี มันอยู่ที่เราเองเราเลือกดูเนื้อหาไหน คอนเทนต์ไหน ช่องไหน


ต๊ะ นารากร


ลุงพลคือเครื่องมือหากินของสื่อไม่ซื่อ

เรื่องยังไม่จบ แต่กลายเป็นหยิบยกคนๆ นึงมาสร้างเรื่องราวจนกลายเป็นเซเลปไปแล้ว พี่ต๊ะเห็นด้วยมั้ย?

ต๊ะ : ถ้ามองว่าเป็นข่าว เป็นสำนักข่าว ก็ผิ ดหลักการทำข่าว ผิ ดทุกอย่างของการทำข่าว การที่เรานำเสนอข่าว เรานำเสนอเหตุการณ์ในฐานะคนสังเกตการณ์ เฝ้ามอง และรายงานข้อเท็จจริงเท่านั้น คนนำเสนอข่าวไม่ควรเอาตัวเองเข้าไปอยู่ในข่าว หรือสร้างสตอรี่ สร้างข่าว อันนี้ก็ไม่ถูก แต่ตอนนี้ดิฉันมองว่าสื่อที่สร้างกระแสลุงพล เขาไม่ได้มองว่าเขาเป็นคนนำเสนอข่าวแล้วไง เขามองว่ากำลังสร้างคอนเทนต์ สร้างเรียลลิตี้ข่าว หรือสร้างเรื่องเพื่อแข่งขันกับละครหลังข่าว


กินข้าวก็เป็นกระแสได้

ก็เหมือนเป็นการสร้างเนื้อหา สร้างรายการทีวีสักรายการเพื่อทำให้เขามีเรตติ้ง มีรายได้ เพื่อให้คนมาดูเขา มันก็เป็นคนละแพลตฟอร์มกัน เพราะคนที่ดูทีวีเขาก็ชอบดูแบบนี้ แต่คนที่ติดแฮชแท็กแบนลุงพล คนในโซเชียลก็ไม่ใช่คนดูทีวีอยู่แล้ว ก็คิดว่าสื่อนั้นที่สร้างกระแส เอาตัวเองเข้าไปยุ่ง เอานักข่าวตัวเองไปเป็นผู้จัดการลุงพล หางานให้ลุงพล หารายได้จากลุงพล เขาก็ไม่ได้คิดหรอกว่าเขาต้องเป็นสถาบันที่ต้องรักษาจริยธรรมข่าว แต่เขาได้เรตติ้งได้รายได้ เจ้าของสถานีเขาพอใจ ก็บรรลุวัตถุประสงค์ของสถานีเขาแล้ว”